เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ ดีกับทุกคนจริงหรือ?

 

เป็นที่ทราบกันดีว่าอาหารประเภทโซเดียม หรือเกลือ และอาหาร/เครื่องปรุงที่มีรสเค็ม เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง หรือลดการบริโภค เพื่อรักษาสุขภาพไตของเราให้ดี เมื่อมีผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงโซเดียมต่ำออกมาวางขายตามท้องตลาด หลายคนเลยคิดว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับทุกๆ คนที่อยากมีสุขภาพดี โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคไตที่ต้องควบคุมปริมาณโซเดียม

แต่แท้ที่จริงแล้ว เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ เหมาะกับใคร เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตจริงหรือไม่ ไปหาคำตอบกันค่ะ

เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ ดีอย่างไร?

เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ ผลิตออกมาเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ ที่สามารถเลือกปรุงอาหารด้วยน้ำปลา ให้ได้รสได้กลิ่นใกล้เคียงน้ำปลาเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เพิ่มเติมตามไปด้วยเหมือนเดิม คือปริมาณโซเดียม ที่เป็นสาเหตุของโรคหลายๆ อย่าง รวมไปถึงโรคไต และความดันโลหิตสูง

เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต?

แม้ว่าเครื่องปรุงโซเดียมต่ำจะดีต่อสุขภาพของคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตแล้ว ยังควรเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะแม้ว่าจะมีโซเดียมต่ำ แต่ดันถูกแทนที่ด้วยโพแทสเซียมคลอไรด์ ที่เป็นเกลือที่ให้รสเค็มเหมือนกัน ซึ่งเกลือโพแทสเซียมคลอไรด์ก็ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต เพราะไม่ว่าอย่างไรไตยังคงต้องทำงานหนักเพื่อกำจัดโพแทสเซียมคลอไรด์ออกไปจากร่างกายอีกอยู่ดี

แต่ปัจจุบันมีผู้ผลิตบางรายที่ทำการผลิตน้ำปลาโซเดียมต่ำ ด้วยการดึงเอาโซเดียมออกมาจากน้ำปลาโดยวิธีแยกสารผ่านเยื่อด้วยไฟฟ้า ไม่ได้มีการทดแทนความเค็มด้วยเกลือโพแทสเซียม ดังนั้นหากอยากลองน้ำปลาโซเดียมต่ำ อาจจะต้องสังเกตข้างขวดว่าผ่านกรรมวิธีลดโซเดียมอย่างไร หรือมีส่วนผสมของโพแทสเซียมสูงหรือไม่

เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ เหมาะกับใคร?

แน่นอนว่านอกจากคนสุขภาพปกติที่อยากจำกัดปริมาณการทานโซเดียมในมื้ออาหารแต่ละมื้อแล้ว คนที่สามารถทานเครื่องปรุงชนิดนี้ได้ คือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เพราะความดันสูงมีโซเดียมเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโพแทสเซียมแต่อย่างใด

แต่บางกรณีที่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่มีสาเหตุมาจากความบกพร่องในการทำงานของไต ที่ไตไม่สามารถขับโซเดียมที่เกินความจำเป็นออกจากร่างกายได้ จนโซเดียมสะสมร่างกายมากเกินไปจนเป็นสาเหตุของอาการความดันโลหิตสูง อันนี้ต้องปรึกษาแพทย์เช่นกัน เพราะปริมาณโพแทสเซียมในเครื่องปรุงโซเดียมต่ำอาจทำให้ไตทำงานหนักมากกว่าเดิม

โพแทสเซียมในร่างกายสูง อันตรายอย่างไร?

ในกรณีที่ไตทำงานบกพร่อง ไม่สามารถขับโพแทสเซียมที่เกินความจำเป็นออกจากร่างกายได้ อาจทำให้เกิดการคั่งของโพแทสเซียมในร่างกาย มีอาการชาบริเวณขาแขน ในกรณีที่มีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ อาจมีอาการซึมเศร้า จิตใจสับสน ตัวซีด ตัวเย็น ความดันเลือดลดลงอย่างมาก เป็นอัมพาต หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนหัวใจหยุดเต้น จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

โซเดียม ไม่ได้มีแค่ในเครื่องปรุง

อาหารประเภทอื่นๆ ก็มีจำนวนโซเดียมอยู่เหมือนกัน เช่น ไข่ไก่ หรือนมสด ที่เรารณรงค์กันให้ลดการปรุงอาหารรสชาติเข้มข้นแซ่บจิ๊ด เพราะในอาหารปกติเองก็มีโซเดียมตามธรรมชาติอยู่จำนวนหนึ่งนั่น การปรุงอาหารรสจัดจึงยิ่งเป็นการเพิ่มปริมาณโซเดียมในอาหารแต่ละมื้อมากขึ้น

อาหารที่ผู้ป่วยโรคไตควรระวัง

อาหารที่มีปริมาณโซเดียม และโพแทสเซียมสูงทั้งหมด ทั้งน้ำปลา เกลือแกง เครื่องปรุงรส ซอสปรุงรสต่างๆ ซอสสุกี้ กะปิ อาหารหมักดอง ไข่เค็ม ปลาเค็ม ขนมถุงที่ใส่เกลือ และเครื่องปรุงรสมากๆ อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ ผักใบเขียว กล้วย ส้ม มะละกอ ขนุน มะเขือเทศ แคนตาลูป ทุเรียน มะขาม และผลไม้แห้งทุกชนิด

นอกจากนี้ยังต้องควบคุมการทานอาหารที่มีฟอสฟอรัส เช่น รำข้าว เนยแข็ง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำจากนม ไข่ปลา ไข่แดง กุ้ง ปู และจำกัดอาหารประเภทโปรตีนไม่ให้มากเกินไป เพื่อลดภาระการทำงานหนักของไตอีกด้วย

หากไม่แน่ใจว่ากำลังทานอาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพของตัวเองอยู่หรือไม่ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ประจำตัว หรือนักโภชนาการ เพื่อความมั่นใจจะดีกว่าค่ะ เพราะสุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ และเหมาะสมกับสภาพร่างกายของเรานะคะ

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : Go To Know , Bumrungrad Hospital

ระวัง! 5 ยาอันตรายขายเกลื่อนเน็ต เสี่ยงเสียชีวิต

 

การก้าวเข้ามาของโลกออนไลน์ ทำให้ชีวิตเราง่ายไปหมด อยากได้อะไรเราก็สามารถเลือกซื้อเลือกหา จ่ายเงิน รอรับของที่บ้านเพียงผ่านแค่ปลายนิ้ว และสมาร์ทโฟนเครื่องเท่ามือข้างเดียว แต่เทคโนโลยีนี้ดันเหมือนเหรียญสองด้าน ของที่ไม่ควรขายกันง่ายๆ ก็ดันวางขายกันเกลื่อน หาซื้อได้ง่ายราวกับลูกอม หรือหมากฝรั่ง โดยเฉพาะ “ยารักษาโรค” ที่ควรจะให้สิทธิ์ขายแค่เพียงเภสัชกรที่ร่ำเรียนมาหลายปีเพื่อประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับยาโดยเฉพาะ

ดังนั้น หากเห็นยาตัวไหนขายในอินเตอร์เน็ต โดยไม่ได้มาจากเภสัชกร ก็ถือว่าเป็นเรื่องผิดแล้ว ยิ่งมาเจอยาอันตรายที่ขายกันเกลื่อนเต็มไปหมด ก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ จะมียาอะไรที่เราอาจได้พบเจอ และไม่ควรซื้อมาทานเด็ดขาดบ้าง มาดูคำแนะนำจาก อย. กันค่ะ

5 ยาอันตรายขายเกลื่อนเน็ต เสี่ยงเสียชีวิต

ยามหัศจรรย์
ยามหัศจรรย์มาพร้อมคำโฆษณาชวนเชื่อที่มักใช้คำทำนองว่า “หายขาดแน่นอน” “วิเศษ” “ดีที่สุด” หรือแม้กระทั่ง “ผลงานวิจัยล่าสุด” แต่พอหาข้อมูลจริงๆ กลับไม่เจอ หรือไม่น่าเชื่อถือ หนำซ้ำยังมีส่วนผสมของ “สเตียรอยด์” ที่เป็นสารต้องห้าม ที่ต้องได้รับการควบคุมการใช้จากแพทย์เท่านั้นอีกด้วย

สเตียรอยด์จะออกฤทธิ์ ทำให้อาการปวดที่มีลดลง รู้สึกมีกำลังวังชาขึ้นมาในเวลาอันสั้น จึงทำให้คนที่ทานยานั้นๆ รู้สึกว่ายาออกฤทธิ์ดี ได้ผลจริง แต่จริงๆ แล้ว หากทานยาที่มีสเตียรอยด์เข้าไปนานๆ อาจทำให้กระเพาะอาหารทะลุ ลดภูมิต้านทานโรคในร่างกาย ร่างกายติดเชื้อได้ง่าย บดบังอาการของโรค ทำให้วินิจฉัยโรคได้ยากขึ้น และหากมีอาการหนัก หัวใจอาจเต้นผิดจังหวะ หรือหยุดเต้น จนทำให้เสียชีวิตได้

อาหารเสริมลดความอ้วน
มาพร้อมกับคำโฆษณาชวนเชื่อว่า “ลดจริง พิสูจน์ได้” “รับประกัน ไม่โยโย่” “3 กิโลภายใน 1 อาทิตย์” หรือ “ดื้อยาก็ลดได้” จริงๆ แล้วส่วนใหญ่มักใส่สารไซบูทรามีน ที่ออกฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง ทำให้ไม่รู้สึกอยากอาหาร แต่เมื่อทานไซบูทรามีนติดต่อกันนานๆ จะทำให้เกิดอาการติดยา ประสาทหลอน ไตวาย ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดตีบตัน จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาหารเสริมเร่งผิวขาว
มาพร้อมกับคำโฆษณายั่วเงินในกระเป๋าของคุณผู้หญิงหลายคนที่อยากขาวว่า “ขาวออร่า” “ขาวอมชมพู” “14 วัน ขาว เนียน ใส ไรฝ้า” “สวยขาวจากภายในสู่ภายนอก” จริงๆ แล้วอาหารเสริมประเภทนี้ส่วนใหญ่มักลักลอบใส่ยาที่มีฤทธิ์ห้ามเลือด โดยนำผลข้างเคียงของมาใช้รักษาฝ้า หรือทำให้ผิวขาวขึ้น ทั้งที่ยังไม่มีผลวิจัยยืนยันอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ หากทานติดต่อกันนานๆ อาจมีอันตรายทำให้เกิดลิ่มเลือด จนอุดตันเส้นเลือดต่างๆ ในร่างกาย หากลิ่มเลือดไปอุดตันที่ปอด อาจทำให้หายใจไม่ออก หรือหากลิ่มเลือดไปอุดตันที่เส้นเลือดในสมอง ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

ครีมทาสิว ฝ้า หน้าขาว
มาพร้อมกับโฆษณาว่า “ขาวจริงใน 7 วัน” “ขาวใสขั้นเทพ” หรือ “ขาวจริง ขาวไว” ที่ขาวได้ขนาดนี้ เพราะผู้ผลิตมักลักลอบผสมสารอันตรายเข้าไปหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นไฮโดรควิโนน ปรอทแอมโมเนีย สเตียรอยด์ กรดวิตามินเอ ที่ทำให้หน้าขาวเร็ว แต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้ ผื่นขึ้น สิวบุก ผิวหน้าลอก ไวต่อแสงเกินไป จนหน้าพังถาวรได้

อาหารเสริมสมรรถภาพทางเพศ
มาพร้อมคำโฆษณาที่ยั่วกิเลสท่านชายว่า “ใหญ่ยาว เพิ่มขนาด” “อึด ทน นาน” หรือ “ทำจากสมุนไพรธรรมชาติ” แต่ความเป็นจริงแล้วลักลอบผสมซิลเดนาฟิล ซึ่งเป็นยาที่ต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ หน้าแดง มึนงง เกิดอาการช็อก หัวใจวายเฉียบพลัน และอาจเสียชีวิตได้

นอกจากนี้กลุ่มยาแก้ไอ แก้ปวด แก้แพ้ ที่ลักลอบขายอย่างผิดจุดประสงค์ คือ ขายยาเพื่อใช้เสพเป็นของมึนเมา โดยมาพร้อมโฆษณาว่า “เมาง่าย” “ราคาไม่แพง” “ไม่ขม” “ไม่ใช่ยาเสพติด ฉี่ไม่ม่วง” หรือ “ครูไม่รู้ ตำรวจไม่จับ” เช่น ยาทรามาดอลทานร่วมกับยาน้ำเชื่อมแก้แพ้ แก้ไอ หรือที่เรียกว่า “ยาโปร” จะส่งผลต่อสุขภาพทั้งระยะสั้น และระยะยาว และเกิดการเสพติดได้

ผลร้ายต่อร่างกาย คือ หากทานเป็นเวลานาน จะเกิดอาการประสาทหลอน ระบบประสาททำงานช้าลง และหากได้รับยาเกินขนาด อาจทำให้ชัก เกร็ง กล้ามเนื้อกระตุก หัวใจหยุดเต้น จจนอาจเสียชีวิตได้

ทางที่ดีคือ ก่อนซื้อยาทาน ควรปรึกษาเภสัชกรทุกครั้ง และหากมีอาการเจ็บป่วย ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง อยากลดน้ำหนัก ต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย อยากขาวต้องใช้ครีมกันแดด และอย่าใช้ยาผิดประเภท จะได้ไม่เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตก่อนวัยอันควรค่ะ

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : อย.

ออกซิเจนบำบัด รักษาโรคครอบจักรวาล?

 

ออกซิเจน เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์มากเป็นอันดับแรก หากจะขาดอาหาร ขาดน้ำ เรายังมีชีวิตอยู่ได้เป็นวันๆ แต่หากขาดออกซิเจน ขาดอากาศหายใจ เราสามารถจากโลกนี้ไปได้เพียงไม่กี่นาที

แต่ออกซิเจนสำคัญกับร่างกายของเรามากกว่าการใช้ชีวิตผ่านอากาศที่เราหายใจ เพราะยังสามารถบำบัดรักษาโรค และอาการผิดปกติอื่นๆ ในร่างกายได้อีกสารพัด จนแทบจะเรียกได้ว่า “ครอบจักรวาล” เลยทีเดียว

ออกซิเจนบำบัดไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ เป็นนวัตกรรมจากต่างประเทศที่ใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยมานานนับสิบๆ ปี ทั้งศิลปินระดับโลก ไมเคิล แจ๊คสัน ที่เคยเข้ารับออกซิเจนบำบัดเพื่อรักษาแผลไฟไหม้จากอุบัติเหตุระหว่างถายทำโฆษณา และนักแสดงฮอลลีวูด คีอานู รีฟ เข้ารับการรักษาอาการนอนไม่หลับ

ออกซิเจนบำบัด คืออะไร?

ออกซิเจนบำบัด (Hyperbaric Oxygen Therapy หรือ HBOT) คือการให้ผู้ป่วยหายใจรับเอาออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เข้าไปในร่างกาย ภายในห้องที่มีลักษณะคล้ายแคปซูล ที่ปรับความดันบรรยากาศสูง หรือเรียกว่า อุโมงค์ออกซิเจน (Hyperbaric Chamber) เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ ก็จะทำให้ระบบการทำงานส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แก้ไขปัญหาโรค และอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากร่างกาย ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายขาดออกซิเจน หรือมีออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

การเพิ่มออกซิเจนเข้าไปในร่างกาย ส่งผลดีอย่างไรบ้าง?

เมื่อเพิ่มออกซิเจนเข้าไปในร่างกาย จะทำให้เม็ดเลือดแดงมีสุขภาพดีขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น การไหลเวียนโลหิตในร่างกายดีขึ้น กระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้ดีขึ้น ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกายได้ดี และเร็วขึ้น นอกจากเป็นผลดีต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลดีต่อระบบประสาทในสมองอีกด้วย

ออกซิเจนบำบัด ช่วยรักษาโรค หรืออาการผิดปกติของร่างกายอะไรบ้าง?

– ระบบประสาททำงานผิดปกติ

– ออทิสติก

– สมาธิสั้น

– อัมพฤกษ์ อัมพาต จากเส้นเลือดในสมองตีบ

– สมองพิการจากการขาดออกซิเจน

– โลหิตจาง

– ไมเกรน หรือปวดศีรษะเรื้อรัง

– นอนไม่หลับ

– บาดแผลเรื้อรังที่รักษาไม่หาย เช่น แผนไฟไหม้รุนแรง แผลจากโรคเบาหวาน

– แผลติดเชื้ออย่างรุนแรง

– แผลบวมจากการผ่าตัด

– หูดับ

– โรคน้ำหนีบ หลังดำน้ำ ที่เกิดจากผู้ป่วยขึ้นสู่ผิวน้ำเร็วเกินไป

– ฝีในสมอง

– ฟองอากาศอุดตันในกระแสเลือด

ฯลฯ

ออกซิเจนบำบัด ทำอย่างไร?

ผู้เข้ารับการบำบัดจะต้องเข้ารับการตรวจร่างกายก่อนว่าสภาพร่างกายมีความพร้อมต่อการเข้ารับการบำบัดหรือไม่ จากนั้นจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ถอดเครื่องประดับ และสวมหมวกออกซิเจน เข้าไปในอุโมงค์ออกซิเจน ที่มีทั้งแบบนอนในแคปซูล หรือเป็นห้องที่เข้าไปได้หลายคน (แล้วแต่เครื่อง) จากนั้นแพทย์จะเปิดออกซิเจน 100% เข้าไปในหมวกที่ผู้เข้ารับการบำบัดสวมอยู่ และปรับแรงดันอากาศภายในห้องให้สูงขึ้น ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง จนแพทย์ปิดออกซิเจน ปรับอากาศภายในห้องให้เป็นปกติ ผู้เข้ารับการบำบัดออกมาเปลี่ยนชุดกลับบ้านได้

ออกซิเจนบำบัด มีผลข้างเคียงหรือไม่?

ในผู้เข้ารับการบำบัดบางรายอาจมีอาการหูอื้อ แน่นหน้าอก แสบร้อนบริเวณหน้าอก ลมรั่วในปอด หรืออาจมีอาการชักได้ แต่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก

ออกซิเจนบำบัด กับวงการความสวยความงาม

แม้ว่ายังไม่มีงานวิจัยออกมายืนยันอย่างแน่ชัดว่า ออกซิเจนบำบัด มีส่วนช่วยในเรื่องของการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สุขภาพดี ลดรอยเหี่ยวย่นได้ แต่ในสถานเสริมความงามบางแห่ง โดยเฉพาะในต่างประเทศ อาจนำนวัตกรรมนี้มาใช้จากประโยชน์ของการเพิ่มออกซิเจนให้กับเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เหมือนอย่างที่ คิม คาร์ดาเชี่ยน ไฮโซชื่อดังจากประเทศอเมริกาก็เคยเข้ารับออกซิเจนบำบัดเพื่อจุดประสงค์ของความงามมาแล้วเช่นกัน

ราคาของบริการออกซิเจนบำบัด

แต่ละโรงพยาบาล แต่ละสถานบำบัดอาจมีราคาแตกต่างกันออกไป แต่การใช้ออกซิเจนบำบัดอาจใช้เวลา และจำนวนครั้งที่ต้องเข้ารับการบำบัดต่างกันแล้วแต่จุดประสงค์ที่เข้ามารับการบำบัด ราคาอาจจะอยู่ที่ครั้งละ 800-1,200 บาท และอาจจะต้องเข้ารับการรักษามากไปจนถึง 40 ครั้ง เช่นในกรณีของการรักษาออทิสติก โดยจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตอนรอบที่ 10 เป็นต้น ดังนั้นจึงอาจเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง ทำให้วิธีรักษานี้อาจยังไม่เป็นที่แพร่หลาย หรือเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก

อย่างไรก็ตาม หากใครสนใจอยากเข้ารับออกซิเจนบำบัด ขอให้เข้ารับบริการจากสถานพยาบาลที่มีไว้ใจได้ และมีทีมแพทย์ที่คอยให้บริการอย่างดี และถูกต้อง เพราะถือว่าเป็นนวัตกรรมขั้นสูงที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการให้บริการรักษาเท่านั้น

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : Hyperbaric Thailand , HBOT.com , Bangkok Hospital , Bumrungrad Hospital

ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดมือแค่ไหน ถึงเรียกว่า “ออฟฟิศซินโดรม”

 

เชื่อเถอะว่าเด็กๆ วัยนักเรียน นักศึกษา หรือเด็กจบใหม่ที่ยังไฟแรง นั่งทำงานในออฟฟิศไม่กี่เดือน อาจจะยังไม่รู้สึกถึงอันตรายของ “ออฟฟิศซินโดรม” แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณเริ่มทำงานหนักขึ้น อยู่หน้าคอมเกินวันละ 6 ชม. และอายุใกล้ หรือเลยเลขสามขึ้นไปเมื่อไร อาการต่างๆ เริ่มมาแน่นอน จะมีอาการอะไรเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องไปหาหมอบ้าง มาดูกันค่ะ

3 สัญญาณเตือนภัย “ออฟฟิศซินโดรม”

1. ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดคอ อาจจะเริ่มปวดโดยไม่ได้ทำอะไรหนักเป็นพิเศษ และอาจจะเริ่มปวดเรื้อรังนานขึ้นเรื่อยๆ มากกว่า 1-2 สัปดาห์เป็นต้นไป เนื่องจากนั่งทำงานนานๆ โดยไม่ได้ขยับร่างกาย หรือนั่งในท่าเดิมๆ หรือเก้าอี้และโต๊ะอาจไม่อยู่ในลักษณะที่สมดุลกับร่างกาย

2. ปวดศีรษะ หรือปวดหัวไมเกรนบ่อยครั้งขึ้น เนื่องจากความเครียดสะสม ใช้สายตาหนัก นอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ และไม่เป็นเวลา

3. มือชา เอ็นอักเสบ นิ้วล็อค จากการพิมพ์งานบนคอมพิวเตอร์ หรือใช้งานเม้าส์กับคอมพิวเตอร์นานเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อกดทับประสาท เส้นเอ็นอักเสบ หรือเกิดพังผืดบริเวณนิ้ว และมือได้

อันตรายของโรคออฟฟิศซินโดรม

1. เสี่ยงต่ออาการหมอนรองกระดูกเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกทับประสาท ซึ่งอาจเป็นขั้นหนักถึงกับต้องทำกายภาพบำบัด

2. เสี่ยงต่ออาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ และโรคภูมิแพ้ เนื่องจากบรรยากาศภายในออฟฟิศมักมีอากาศที่ไม่ถ่ายเท รวมทั้งฝุ่งผงบนพื้นพรม เครื่องถ่ายเอกสารต่างๆ

3. โรคอ้วน เนื่องจากนำมาอาหารมาทานบนโต๊ะ หรือทานในออฟฟิศ ไม่ได้เดินไปไหนมาไหนมาก การเผาผลาญพลังงานในแต่ละวันลดลง หากไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย ยิ่งเสี่ยงต่อโรคอ้วนได้มากขึ้นยิ่งขึ้น

4. เสี่ยงเป็นโรคติดต่อ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนรอบข้างไม่สบาย เป็นหวัด หรือเป็นโรคติดต่อชนิดอื่นๆ หากเรามีภูมิคุ้มกันร่างกายที่ไม่แข็งแรงพอ ก็มีสิทธิ์ติดโรคติดต่อเหล่านั้นได้โดยง่าย

วิธีหลีกเลี่ยงโรคออฟฟิศซินโดรม

1. ปรับความสูงของเก้าอี้ และโต๊ะทำงานให้เหมาะสมกับการนั่งพิมพ์งานโดยที่ไม่เกิดอาการเมื่อย หรือต้องยกแขน ก้มหน้า มากจนเกินไป ระดับความสูงที่พอเหมาะ คือ แขนท่นบนวางราบในระดับเดียวกันกับแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ หรือโต๊ะทำงาน ไม่สูง หรือไม่ต่ำจนเกินไป หลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาห่างจากจอคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 ฟุต

2. แขนที่ใช้เม้าส์ ควรวางระนาบไปกับที่พักแขนของเก้าอี้ได้ เพื่อช่วยพยุงแขนให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับโต๊ะ หรือแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์

3. ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปเข้าห้องน้ำ หรือเดินไปเดินมาทุกๆ 1-2 ชั่วโมง พร้อมกับพักสายตาไปด้วยในตัว มองวิวนอกหน้าต่าง หรือมองต้นไม้สีเขียว ก็จะช่วยพักผ่อนสายาตาของเราได้ด้วย

4. หากสามารถเปิดหน้าต่างของห้องทำงาน หรือภายในออฟฟิศได้บ้าง ก็จะช่วยทำให้อากาศภายในที่ทำงานปลอดโปร่ง ถ่ายเทได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

5. พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ครบ 6-8 ชั่วโมง และนอนให้ตรงเวลาให้ได้มากที่สุด

6. ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

จริงหรือไม่? แพ้อาหาร ให้กินต่อไปจนกว่าจะหายแพ้?

 

อาการแพ้อาหารไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หลายคนก็มีอาการแพ้จากอาหารที่แตกต่างกันออกไป เริ่มจากเบสิกๆ อย่างอาหารทะเล หรือแพ้ถั่ว ไปจนถึงแพ้อาหารแปลกๆ เช่น แพ้หัวหอม แพ้ผงชูรส แพ้น้ำผึ้ง แพ้นมวัว แพ้แอลกอฮอล์ แพ้อาหารหมักดอง หรือแม้กระทั่งแพ้แป้งก็ยังมี (ทานอาหารปกติที่มนุษย์คนอื่นทานแทบไม่ได้เลยทีเดียว)

แต่เชื่อว่าเหล่าคนที่มีอาการแพ้อาหาร ต้องเคยได้ยิน หรือบางคนก็เคยเป็น ว่าให้ทนกินอาหารที่ตัวเองแพ้เข้าไปเรื่อยๆ อาการแพ้จะหายไปได้เอง เรื่องนี้จริงเท็จขนาดไหน มีอันตราย หรือมีอัตราการหายจากอาการแพ้อาหารชนิดนั้นๆ ได้จริงหรือไม่ มาดูกันค่ะ

แพ้อาหาร เกิดจากอะไร?

อาการแพ้อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากอาการผิดปกติของร่างกายที่ทำปฏิกิริยากับผู้ป่วยไม่เหมือนคนอื่นๆ ร่างกายบางคนขาดสารบางอย่างที่ทำหน้าที่ย่อยสารอาหารบางชนิด จึงทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยอาหารประเภทนั้นๆ ได้

อาหารบางอย่างทำปฏิกิริยากับภูมิแพ้ จนทำให้มีอาการเกิดขึ้นในทันที เช่น ผื่นขึ้น ปากบวม หน้าบวม ลิ้นบวม หายใจไม่ออก น้ำมูกน้ำตาไหล ส่วนใหญ่มักเป็นอาหารประเภทโปรตีน เช่น อาหารทะเล เนื้อสัตว์บางชนิด หรือถั่ว

อาหารบางอย่าง ทำให้เกิดอาการลำไส้อักเสบ เช่น อาหารประเภทนมวัว นมถั่วเหลือง ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว รวมไปถึงทวารหนักอักเสบจนถ่ายเป็นเลือดได้ในบางกรณี

อาหารบางอย่าง อาจทำให้เกิดอาการลำไส้ผิดปกติ เพราะลำไส้ไม่สามารถดูดซึมอาหารบางประเภทได้ ทำให้การเจริญเติบโตของผู้ป่วยคนนั้นช้าลงไปด้วย เช่น อาหารประเภทนม ไข่ขาว ถั่วลิสง ปลา หรือไก่

นอกจากนี้ อาหารบางอย่างไม่ได้ทำให้เราแพ้ แต่เราแพ้สิ่งอื่นๆ ที่มาพร้อมกับอาหารเหล่านั้น เช่น แพ้สารที่ใช้แช่แข็ง ที่ติดมากับอาหารแช่แข็ง หรือแพ้สีสังเคราะห์ ที่มากับอาหารที่ใส่สารเหล่านี้ เป็นต้น

จึงจะเห็นได้ว่า สาเหตุของอาการแพ้อาหารมีอยู่มากมาย ขึ้นอยู่กับประเภทอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ส่วนใหญ่มักมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถย่อย หรือดูดซึมสารอาหารชนิดนั้นๆ ได้ หรือมีปฏิกิริยากับผนังลำไส้ทันทีที่ทานเข้าไป

แพ้อาหาร เริ่มมีอาการตอนอายุมากขึ้นแล้วได้หรือไม่?

ส่วนใหญ่แล้วอาการแพ้อาหารที่มาจากความผิดปกติของร่างกาย มักเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เด็กๆ จนทำให้เราทราบว่าเราไม่สามารถทานอาหารชนิดนั้นๆ ได้ แต่มีบางครั้งที่ความผิดปกติของร่างกายดังกล่าว เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเราโตขึ้นเช่นกัน

เราจะทราบได้อย่างไรว่าเราแพ้อาหาร?

– ครอบครัวมีประวัติแพ้อาหารบางประเภท

– มีอาการของโรคภูมิแพ้อยู่ก่อนแล้ว เช่น โรคหอบหืด โรคผื่นแพ้ หรือจาม/คัดจมูกบ่อยๆ

– เคยทานอาหารประเภทหนึ่ง แล้วมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นหลังทานอาหารชนิดนั้นไม่กี่ชั่วโมง เช่น มีผื่นขึ้น หน้าบวม ปากบวม ลิ้นบวม หายใจไม่ออก

– จดบันทึกอาหารที่ทำให้เกิดอาการ แล้วลองหยุดทานอาหารนั้นๆ 10-15 วัน แล้วสังเกตอาการว่าดีขึ้นหรือไม่

– พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด

แพ้อาหาร แต่ทนทานต่อไปจนกว่าจะเลิกแพ้ ได้หรือไม่?

จริงอยู่ที่มีความเป็นไปได้ว่า เด็กจะพบอาการแพ้อาหารได้หลายชนิดกว่าผู้ใหญ่ และมีโอกาสที่จะมีอาการดีขึ้นได้เมื่อโตขึ้น กล่าวคือ เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ที่มีอาการแพ้อาหารประเภทนม ไข่ และข้าวสาลี อาจมีอาการที่ดีขึ้นได้เมื่ออายุโตขึ้น จากพัฒนาการทางร่างกายที่ค่อยๆ พัฒนาจนเต็มที่

แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่มีอาการแพ้อาหารประเภทถั่ว และอาหารทะเล มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีอาการแพ้ไปตลอดชีวิต บางท่านเลือกที่จะค่อยๆ ทานต่อไปทีละเล็กทีละน้อย ด้วยความเชื่อว่าร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวจนชิน วิธีนี้อาจได้ผลเฉพาะกับบางคนที่มีอาการแพ้ที่ไม่รุนแรงเท่านั้น เพราะหากคุณเป็นคนที่มีอาการแพ้รุนแรง ถึงขั้นหายใจไม่ออก หัวใจเต้นผิดจังหวะ ร่างกายสูบฉีดโลหิตเร็วและรุนแรง คุณอาจช็อค หมดสติ หรือเสียชีวิตเพียงเพราะอาหารคำเดียวได้เช่นกัน

นอกจากนี้ สำหรับอาการแพ้อาหารบางประเภท ที่เกิดจากร่างกายผิดปกติ ไม่มีตัวย่อยสารอาหารบางประเภทตั้งแต่แรกเกิด เช่น โปรตีน หรือกลูเต็นในแป้ง วิธีนี้อาจไม่ได้ผล และทำให้อาการแย่ไปกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม สำหรับอาการแพ้ที่เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองจากผนังลำไส้ ในผู้ป่วยบางราย เมื่อไม่ได้ทานอาหารที่มีอาการแพ้ไปนานๆ 2-3 เดือนเป็นอย่างน้อย เมื่อลองกลับมาทานใหม่ (ในปริมาณเล็กน้อย) อาจรู้สึกว่าไม่มีอาการแพ้ใดๆ เกิดขึ้น หรือบางคนได้รับยาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายปรับสภาพให้คุ้นชินกับอาหารเหล่านั้นได้ก็มีเช่นกัน

สรุปแล้ว ไม่ควรคิดไปเองว่า แพ้อาหารชนิดใดให้ทานต่อไปจนกว่าจะคุ้น เพราะวิธีนี้ไม่ได้ให้ผลดีต่อร่างกายเหมือนกันไปเสียทุกคน บางคนโชคดี แต่บางคนก็โชคร้าย จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตไปได้เพียงเพราะอาหารคำเดียว เพราะฉะนั้นใครที่อยากหายจากอาการแพ้อาหาร ขอให้ไปปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามสาเหตุที่แท้จริง และหาแนวทางในการรักษาจะดีที่สุดค่ะ

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : Siam Health , Health Care Thai

7 พฤติกรรมทำร้าย “ไต” ทั้งที่ไม่ได้กินเค็ม!

 

1. ทานอาหารรสจัด

ไม่ใช่แค่รสเค็มจัด แต่อาหารรสจัดรวมไปถึง อาหารหวานจัด เผ็ดจัด หรือแม้กระทั่งมันจัด อาหารรสจัดทำให้ไตทำงานหนักขึ้น จึงมีส่วนทำให้เป็นโรคไตได้เช่นเดียวกันกับอาหารรสเค็ม

2. ไม่ออกกำลังกาย

การไม่ออกกำลังกายเป็นสาเหตุของหลายๆ โรค ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน ไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ เส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจ และอื่นๆ รวมไปถึงโรคไตด้วยเช่นกัน

3. ดื่มน้ำน้อย หรือมากเกินไป

การดื่มน้ำน้อยเป็นสาเหตุของหลายๆ โรคเช่นกัน (อ่าน 6 โรคร้ายถามหา ถ้า “ดื่มน้ำน้อย”) รวมไปถึงโรคไตด้วย เพราะไตฟอกของเสียในร่างกาย และต้องใช้น้ำเป็นตัวพาไปสู่การกรองของไตจนกลายเป็นปัสสาวะ หากดื่มน้ำมากเกินไป ไตก็จะทำงานหนักเกินไป แต่หากดื่มน้ำน้อยมากเกินไป (ซึ่งมีโอกาสมากกว่า) ก็จะทำให้ปัสสาวะมีสีเข้ม ซึ่งไม่ดีต่อไต และกระเพาะปัสสาวะด้วย

4. ทำงานหนักเกินไป

เชื่อหรือไม่ว่าการทำงานหนักก็เป็นสาเหตุของโรคไตด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อร่างกายขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ อวัยวะภายในร่างกายก็จะไม่ได้รับการฟื้นฟู และซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่ออวัยวะที่คอยฟอกของเสียในร่างกายอย่างไตไม่ได้หยุดทำงาน ก็อาจทำให้ไตเสื่อมสภาพลงได้ง่าย

5. ความเครียด

ความเครียดมักมาพร้อมกับการทำงานหนัก หากเครียดมากๆ ร่างกายก็จะพักผ่อนได้ไม่เต็มที่เช่นเดียวกัน นอกจากนี้เมื่อเราเครียด เราจะหายใจเอาออกซิเจนเข้าร่างกาย เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ไม่เต็มที่ และไตก็เป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากความเครียดด้วยเช่นกัน

6. ทานอาหารสำเร็จรูป

แม้ว่าคุณอาจจะบอกว่าไม่ใช่คนทานเค็ม แต่หากคุณใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ อาหารกระป๋องต่างๆ หรือแม้กระทั่งน้ำอัดลม โซดา และเครื่องดื่มบางประเภท คุณจะได้รับโซเดียมเข้าไปในร่างกายในปริมาณสูงโดยที่คุณไม่รู้ตัว ดังนั้นทานให้น้อยลงหน่อยนะ

7. ความดันโลหิตสูง

หากใครมีอาการความดันโลหิตสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมีโอกาสที่จะเป็นโรคไตตามมาด้วย เพราะหากปล่อยให้เป็นความดันสูงต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่รีบรักษา ความดันโลหิตสูงนี้จะทำลายเส้นเลือดที่ไต ทำให้ไตถูกทำลาย หรืออาจเรียกว่าเป็น “ไตวายชั่วคราว”

ยาคุมกำเนิด กินอย่างไรให้ถูกวิธี ป้องกันการตั้งครรภ์ได้แน่นอน

 

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการกินยาคุมกำเนิดอย่างถูกวิธีในแต่ละประเภท เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างสูงสุด เพราะสาวๆ หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าจะต้องกินอย่างไร หรือกินแล้วดันตั้งครรภ์ขึ้นมาเสียอย่างนั้น มาดูรายละเอียดง่ายๆ กันค่ะ

ยาคุมกำเนิด มีกี่ชนิด?

จริงๆ แล้วในร้ายขายยาตามท้องตลาด มียาคุมอยู่มากมายหลายชนิด แต่ชนิดที่ได้รับความนิยม หรือใช้กันบ่อยๆ คือชนิด 21 วัน และชนิด 28 วัน โดยทั้งสองแบบนี้จะมียาให้ทานทั้งหมด 2 แผง

ยาคุมชนิด 21 วัน – ต้องทานแผงแรกให้หมดก่อน จากนั้นหยุดทานยาไป 7 วัน แล้วค่อยเริ่มทานยาแผงที่สอง

ยาคุมชนิด 28 วัน – สามารถทานยาทั้งสองแผงติดต่อกันได้เลย ไม่ต้องหยุดรอ

ควรกินยาคุมกำเนิดเมื่อไร?

เราควรกินยาคุมตั้งแต่ช่วงวันแรก ถึงวันที่ 5 ของการมีประจำเดือน กล่าวคือ หากมีประจำเดือนวันแรก ในวันที่ 12 พ.ค. เราก็ควรเริ่มกินยาคุมตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. ได้เลย แต่หากไม่สะดวก หรือลืม ก็ยังสามารถเริ่มทานในวันที่ 13-16 พ.ค. ได้ นั่นคือเราสามารถกินยาคุมได้ภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือนนั่นเอง

กินยาคุมกำเนิดอย่างไร?

เราควรกินยาคุมโดยเรียงลำดับตามลูกศรบนแผงยา ตั้งแต่เม็ดแรกไปถึงเม็ดสุดท้าย (ไม่ใช่นึกอยากจะกินเม็ดไหนก็บิเม็ดนั้นออกมานะ) และควรเลือกกินยาในเวลาเดียวกันของทุกๆ วัน เช่น คุณอาจจะชอบกินยาตอนเช้า ก็ต้องกินตอนเช้าของทุกวัน โดยตั้งเวลาไว้ที่ 7 โมงเช้าของทุกวัน เป็นต้น

ยาคุมกำเนิด มีอาการข้างเคียงหรือไม่?

สาวๆ บางคนอาจจะมีอาการข้างเคียงจากการกินยาคุม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของการกินยาคุมได้ แต่หากกินไปยาคุมไปหลายเดือนแล้ว ยังมีอาการเหล่านี้อยู่ ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที เพราะอาจไม่ใช่เรื่องปกติก็ได้

การกินยาคุมกำเนิดเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นหนึ่งในวิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัย และได้ผลจริง ดังนั้นไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเขิน หรือมองว่าเป็นเรื่องน่าอายนะคะ เรารู้จักดูแลตัวเองก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว สิ่งที่ควรระวังคือ ต้องทานอย่างถูกวิธี และระมัดระวังในการมีเพศสัมพันธ์กับใครมากกว่า ต้องมั่นใจว่าคู่นอนของเรามีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ภาพประกอบจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ istockphoto

ดื่มน้ำเย็น อันตรายต่อสุขภาพจริงหรือ?

 

ร้อนๆ อย่างนี้ ไม่ให้ดื่มน้ำเย็นได้อย่างไร จริงไหมคะ? ไม่ว่าจะน้ำเปล่า น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำชา หรือแม้กระทั่งเบียร์ที่หลายคนก็แอบเติมน้ำแข็งเข้าไปด้วย ถึงแม้ว่าจะแช่เย็นมาจากในตู้เย็นแล้วก็ตาม บางคนอาจเคยได้ยินว่า น้ำเย็นเป็นอันตรายต่อร่างกาย แล้วที่เราดื่มๆ กันอยู่นี่เป็นอันตรายกับร่างกายมากขนาดไหน หรือจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องจริง มาหาคำตอบกันค่ะ

น้ำเย็น ทำร้ายร่างกายได้อย่างไร?

ถ้าเอาง่ายๆ เลย การดื่มน้ำเย็นจัดในเวลาอันรวดเร็ว อาจทำให้เกิดอาการ brain freeze หรืออาการเย็นจี๊ดขึ้นสมอง ปวดศีรษะไปชั่วขณะได้ (คนที่เป็นโรคไมเกรนจะมีโอกาสเกิดอาการนี้ง่ายกว่าคนปกติ) โดยเป็นกระบวนการของสมองที่สั่งการส่งเลือดมาไหลเวียนที่หลอดเลือดบริเวณที่เย็นจัดอย่างเฉียบพลัน เพื่อทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นอุ่นขึ้น และขยายหลอดเลือดให้ใหญ่ขึ้น จนไปกระตุ้นประสาทส่วนที่รับรู้ถึงความเจ็บปวดไปด้วย จึงเกิดเป็นอาการปวดศีรษะโดยฉับพลันนั่นเองแต่ไม่ต้องห่วง อาการนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที และไม่ส่งผลระยะยาวต่อร่างกายใดๆ ทั้งสิ้น

แต่หากจะพูดถึงอันตรายต่อร่างกายในระยะยาว ก็มีเหมือนกัน การดื่มน้ำเย็นจัด จะทำให้ไตต้องทำหน้าที่กำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว โดยการขับน้ำเย็นออกมาเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ

นอกจากไตจะทำงานหนักขึ้นแล้ว ความเย็นยังทำให้หลอดเลือดแข็งตัว ไม่ยืดหยุ่น เลือดข้นหนืด เคลื่อนตัวได้ช้าลง และลำบากมากขึ้น ทำให้มีคราบไขมัน และของเสียในเลือดไปเกาะตามผนังหลอดเลือด และอาจสะสมพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบ จนอาจเป็นสาเหตุของอาการผิดปกติของร่างกายดังต่อไปนี้

1. ปัสสาวะบ่อยขึ้น และอั้นปัสสาวะไว้ได้ไม่นาน
2. ปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ
3. ปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยเฉพาะตามข้อต่างๆ เช่น เข่า ศอก นิ้วมือ ต้นคอ
4. ท้องอืด ท้องเฟ้อ ย่อยอาหารได้ช้าลง เพราะไขมันในอาหารจับตัวเป็นไข กระเพาะอาหารทำงานหนักขึ้น ใช้เวลาย่อยนานขึ้น
5. มีอาการหลอดเลือดตีบ หรือหลอดเลือดแข็ง จนอาจเป็นสาเหตุของโรคเส้นเลือดตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต และเส้นเลือดตีบที่สมอง
ดังนั้น หากอยากหลีกเลี่ยงอันตรายดังกล่าว ควรดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิห้องแทนการดื่มน้ำเย็นจัด หรือลดการดื่มน้ำเย็นลงบ้าง ทานอาหารที่มีไขมันต่ำ ควบคุมอาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อปรับการทำงานของอวัยวะภายใน รวมถึงหลอดเลือดให้เป็นปกติค่ะ

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : Vaccine Center Vibhavadi Hospital

“ปอดติดเชื้อ” คืออะไร รักษาให้หายเป็นปกติได้หรือไม่?

 

ปอดติดเชื้อ คืออะไร?

ปอดติดเชื้อ คืออาการติดเชื้อที่ปอดด้วยเชื้อโรคประเภทต่างๆ ตั้งแช่เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อพยาธิ เชื้อรา อื่นๆ ทำให้เกิดอาการอักเสบ ถุงลมจะเต็มไปด้วยน้ำ ปอดจะทำงานหนัก เพื่อพยายามแลกเปลี่ยนเป็นก๊าซ

ปอดติดเชื้อ เป็นโรคติดต่อหรือไม่?

ปอดติดเชื้อ เป็นโรคติดต่อค่ะ โดยติดต่อกันได้ผ่านน้ำลาย และเสมหะ

ปอดติดเชื้อ มีสาเหตุมาจากไหนบ้าง?

เชื้อโรคที่ทำให้ปอดติดเชื้อ อาจมาจาก

– เครื่องปรับอากาศ ที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาดอย่างเพียงพอ

– อาการติดเชื้อจากโรคอื่นๆ ที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว เช่น วัณโรค กรวยไตอักเสบ โรคพยาธิ เป็นต้น

– ในคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ภูมิต้านทานไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้นได้ เชื้อโรคจึงสามารถเข้าสู่ปอด จนทำให้เกิดอาการอักเสบ ติดเชื้อได้

ปอดติดเชื้อ มีอาการเริ่มต้นอย่างไรบ้าง?

1. มีไข้

2. มีอาการไอ มีเสมหะ

3. มีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็ว แค่นั่งอยู่เฉยๆ ก็รู้สึกเหนื่อย เหมือนหายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด

4. ในรายที่ผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุ หากหายใจหอบเหนื่อยเป็นเวลานา อาจเป็นอันตรายจนกระทั่งหายใจเร็วๆ ไม่ไหว ได้รับอากาศเข้าปอดไม่เพียงพอ จึงอาจทำให้เสียชีวิตได้

ระยะเวลาในแต่ละอาการ

ระยะเวลาของแต่ละอาการที่อาจเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับเชื้อโรค ที่ทำให้เกิดอาการปิดติดเชื้อ เช่น

หากปอดติดเชื้อไวรัส ระยะเวลาของอาการจะเร็ว อาจจะมีไข้เพียง 1-2 วัน มีอาการหอบเหนื่อยอย่างรุนแรง และอาจเสียชีวิตเร็วกว่าเชื้อโรคชนิดอื่นๆ

หากปอดติดเชื้อรา อาจจะแสดงอาการช้ากว่าไวรัส

ส่วนเชื้อแบคทีเรีย มีอาการได้ทั้งเร็ว หรือช้า ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ ถึงเดือนๆ ขึ้นอยู่กับประเภทของเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้ปอดติดเชื้อ

พฤติกรรมเสี่ยง อาการปอดติดเชื้อ

1. สูบบุหรี่

2. ประกอบอาชีพที่ทำให้ปอดมีโอกาสรับเชื้อโรคได้มากขึ้น เช่น คนงานโรงงานเหมืองแร่ ถ่านหิน โม่ปูน แกะสลักหิน

ปอดติดเชื้อ เป็นแล้วเสียชีวิตหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับประเภทของเชื้อโรค เชื้อบางตัวอาจทำให้เสียชีวิต เชื้อบางตัวก็ไม่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

ปอดติดเชื้อ ใครมีความเสี่ยงที่สุด?

อาการปอดติดเชื้อ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่อายุแรกเกิด ไปจนถึงผู้สูงอายุ 70-80 ปี แต่ในช่วงวัยรุ่น วัยทำงาน หากเป็นคนที่มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ดี ก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้น้อยกว่าวัยอื่นๆ

ปอดติดเชื้อ กลายเป็นมะเร็ง?

ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าอาการปอดติดเชื้อสามารถกลายเป็นมะเร็งปอดได้ หากแต่สามารถเป็นโรคถุงลมโป่งพองได้

ถึงแม้อาการปอดติดเชื้อจะไม่ได้เป็นกันได้ง่ายๆ แต่ก็ระมัดระวังตัวเอาไว้ก็ดีนะคะ เพียงแค่รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ที่พักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ปอดได้ชื่นใจบ้าง เท่านี้ก็ช่วยให้เราห่างไกลอาการปอดติดเชื้อได้มากแล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก siamhealth.com, giffarine channel
ภาพประกอบจาก istockphoto

“จัดฟันแบบใส” เทรนด์ใหม่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

 

ในยุคนี้ อาชีพที่คนรุ่นใหม่อย่างเรานิยมกันมักจะเป็นอาชีพที่อาศัยบุคลิกภาพที่ดีและความมั่นใจ เช่นอาชีพนักแสดง นักร้อง แอร์โฮสเตส พริตตี้ หรือแม้กระทั่งเน็ตไอดอลในโลกโซเชียล ทำให้หลายๆ คนต้องพยายาม “อัพ” ความสวยขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงหน้าตาผิวพรรณ ไปจนถึงการศัลยกรรม

หนึ่งในวิธีการเพิ่มความสวยสุดฮิตก็คงจะหนีไม่พ้น “การจัดฟัน” ที่กว่าจะสวยก็ต้องใช้เวลาเป็นปี พร้อมเหล็กจัดฟันที่น่ารำคาญ เจ็บและทำให้ไม่มั่นใจเวลายิ้มหรือถ่ายรูป แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคในช่องปากอีก เรียกว่ากว่าจะสวยได้ก็ไม่ใช่ง่ายๆ
แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะวันนี้ Sanook! Health มีของดีมาแนะนำ นั่นคือ การจัดฟันแบบใสไร้เหล็ก หรือ Invisalign ไงล่ะ

การจัดฟันแบบใส (Invisalign) คือการจัดฟันด้วยเครื่องมือที่เป็นพลาสติกใส ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของการจัดฟันโดยการวางแผนการรักษาด้วยระบบคอมพิวเตอร์ 3D ใช้เครื่องมือจัดฟันที่มีความใสและสามารถใส่หรือถอดออกได้เอง แทนเครื่องมือเหล็กจัดฟันที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป ช่วยให้ฟันของคุณเรียงสวยงามโดยที่มองไม่เห็นว่ากำลังจัดฟันอยู่ โดยเครื่องมือจัดฟันจะถูกออกแบบมาให้พอดีกับโครงสร้างฟันของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่าการจัดฟันแบบเหล็กทั่วไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับสภาพฟันของแต่ละคน

คุณสมบัติและจุดเด่นที่สำคัญของการจัดฟันแบบใส
1. เสริมบุคลิกและสร้างความมั่นใจ
เครื่องมือจัดฟันที่ใส มองเห็นได้ยาก ทำให้ยิ้มได้อย่างมั่นใจ และลดปัญหาเรื่องการพูดและการเคี้ยวอาหาร เพราะเครื่องมือออกแบบมาให้พอดีกับโครงสร้างฟันและช่องปาก เหมาะเป็นพิเศษสำหรับพริตตี้เอ็มซี รวมถึงบุคคลที่อาชีพมีข้อจำกัดเฉพาะ เช่น แอร์โฮสเตส รวมถึงบุคคลที่ต้องเข้าสังคมเพื่อภาพลักษณ์ที่ดี เพราะด้วยคุณสมบัติของเครื่องมือที่มีความใสจึงทำให้ ไม่มีใครรู้ว่ากำลังจัดฟันอยู่ รวมถึงยังสามารถพูด ออกเสียง ร้องเพลง และทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างสบายใจ

2. ใช้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น
การจัดฟันแบบโดยใช้เหล็กจัดฟัน จะกินอาหารก็ลำบาก แถมตอนจะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟันก็ยากไปอีก แต่เมื่อใช้เครื่องมือจัดฟันแบบใส คุณสามารถถอดเครื่องมือออกได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย ที่พีคกว่านั้นคือ คุณสามารถกลับมากัดแอปเปิ้ลหรือแทะข้าวโพดได้สบายใจหายห่วง ไม่ต้องกลัวว่าจะกระทบเหล็กจัดฟันเลยทีเดียว

3. ดูแลสุขภาพในช่องปากง่ายขึ้น
การจัดฟันแบบใสช่วยให้การแปรงฟันและทำความสะอาดช่องปากสะดวกกว่าการจัดฟันแบบเหล็กสามารถแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันได้ตามปกติ จึงทำให้ไม่มีคราบอาหารหรือคราบพลัคติด ซึ่งต่างจากการจัดฟันแบบเหล็ก ช่วยให้สุขภาพเหงือกและฟันของคุณดีขึ้นไปด้วย

4. ลดปัญหาการเกิดโรคและการบาดเจ็บในช่องปาก
การจัดฟันแบบใสนั้นทำจากพลาสติกใส น้ำหนักเบา และเนื่องจากการจัดฟันแบบใสจะใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ 3D ในการวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่เริ่มต้นจนจัดเสร็จ และสามารถแสดงภาพการเคลื่อนฟันให้ได้เห็นก่อนการรักษาจริง จึงทำให้การจัดฟันนั้นเหมาะสมกับสภาพฟันของแต่ละบุคคลถูกออกแบบมาให้พอดีกับช่องปากของแต่ละคน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีวัสดุที่ทำให้ระคายเคืองต่อช่องปาก หมดกังวลกับปัญหาเดิมๆ เหล็กเกี่ยวปากจนเป็นแผลร้อนในที่แสนจะทรมานไปได้เลย

สำหรับใครที่กำลังมองหาคลินิกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดฟันแบบใส พร้อมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำคลินิก สามารถติดต่อได้ที่คลินิกทันตกรรมเดนต้าจอย ที่มีประสบการณ์ด้านทันตกรรมมายาวนานกว่า 30 ปี และเป็นผู้ริเริ่มให้บริการจัดฟันแบบใสหรือ Invisalign ในประเทศไทย

Invisalign Blue Diamond Provider ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดในประเทศไทย และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดต่อกันถึง 3 ปี มีความเชี่ยวชาญแบบนี้ ถือว่าหนทางแห่งบุคลิกภาพและสุขภาพฟันที่ดีอยู่ไม่ไกลแล้วล่ะ!

นอกจากนี้ทางคลินิกแพทย์จัดฟัน Denta joy ยังมีโปรโมชั่นสำหรับสาว ๆ ที่สนใจอีกด้วย โดยราคาเริ่มต้นเพียง 49,000 บาทเท่านั้น ที่สำคัญยังสามารถผ่อนชำระได้อีกด้วยค่ะ ^^ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาและความยากง่ายของสภาพฟันของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ