เตยหอม : ลดน้ำตาลในเลือด

 

ปัจจุบันมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า เตยหอมมีฤทธิ์ลดนํ้าตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขับปัสสาวะ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีการทดลองทางคลินิก ในเมืองไทยเรามีการใช้รากเตยหอมในการรักษาเบาหวานมานาน และคนที่ไม่เป็นเบาหวานก็กินได้เช่นกัน

สรรพคุณทางยาสมุนไพร ต้นและรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระษัย ใบสดใช้ตำพอกโรคผิวหนัง รักษาโรคหืด น้ำใบเตย ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น นอกจากนี้ยังใช้ผสมอาหาร แต่งกลิ่น ให้สีเขียวแต่งสีขนม

วิธีใช้ 

1. ยาขับปัสสาวะ ใช้ต้น 1 ต้น หรือราก ครึ่งกำมือ ต้มกับน้ำดื่ม

2. ยาบำรุงหัวใจ ใช้ใบสดไม่จำกัดผสมในอาหาร ทำให้อาหารมีรสเย็นหอม รับประทานแล้วทำให้หัวใจชุ่มชื่น หรือเอาใบสดมาคั้นน้ำรับประทาน ครั้งละ 2-4 ช้อนแกง

3. รักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด นำรากเตยหอมประมาณ 1 ขีด สับเป็นท่อนเล็กๆ ต้มกับนํ้า 1 ลิตร จนเดือด จากนั้นเคี่ยวต่อประมาณ 15-20 นาที นำยาที่ได้ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง หรือใช้ใบเตยร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น โดยนำใบเตยหอม 32 ใบ ใบสัก 9 ใบ นำมาหั่นตากแดด แล้วชงดื่มแบบชา หรือใส่หม้อดินต้ม กินเป็นยาต่างนํ้าทุกวัน

ข้อแนะนำ ควรกินต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน

** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

มะขามเทศ ผลไม้มากประโยชน์

 

ผลไม้ริมทางทั่วไปพบเห็นได้ทั่วทุกภาค ปลูกง่าย โตเร็ว ทนทาน จัดเป็นผลทีมีวิตามินซีและอีสูง ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เส้นใยอาหารที่มีอยู่มากดีต่อระบบขับถ่าย ส่วนแคลเซียมและเหล็กช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนและโลหิตจาง

สรรพคุณทางยา

– เปลือก หมอพื้นบ้านใช้เปลือกมาต้มน้ำแล้วอมแก้ปากเปื่อย แผลในปาก แก้ปวดฟัน ดื่มแก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง แก้อาเจียน หรือใช้ล้างแผล เปลือกต้มกับน้ำรวมกับเปลือกข่อยและเกลือแกง แล้วนำมาอมแก้ปวดฟัน

– ราก แก้ท้องร่วง กระชับโลหิต และน้ำเหลือง

– เนื้อหรือผล ช่วยบำรุงผิวพรรณ เล็บ เส้นผม ช่วยซ่อมแซมเซลล์ร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอล ปัองกันการอ่อนเพลียร่างกาย นอกจากนี้ยังใช้ฝักแก่จัดนำมาโขลกพอกหน้าได้อีกด้วย

– ดอกและใบอ่อน ใช้ทำยาย้อมผมหรือยาสระผม เป็นยาย้อมผ้า แห อวน

– เมล็ดแก่ นำมาคั่วกระเทาะเปลือก กินเป็นยาถ่ายพยาธิในท้องเด็ก

‘นมแม่’ สุดยอดสารอาหารสำหรับทารก

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟแนะนำให้แม่ให้นมบุตรเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพราะน้ำนมแม่มีสารอาหารที่สำคัญกว่า 200 ชนิดต่อการเจริญเติบโต ภูมิคุ้มกัน อนุมูลอิสระที่จำเป็นสำหรับทารก และพัฒนาการทางสมองซึ่งส่งผลต่อความฉลาดทางสติปัญญาและอารมณ์ โดยเฉพาะสำหรับเด็กในช่วงวัยแรกเกิดจนถึง 3 ขวบปีแรก ซึ่งเป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาถึง 80%

รศ.นพ.สรายุทธ สุภาพรรณชาติ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า “นมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญและจำเป็นทั้งต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการทางด้านสมองของลูก เช่น ดีเอชเอ (DHA) และ เออาร์เอ (ARA) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ร่างกายทารกจำเป็นต้องได้รับจากอาหารโดยตรง เพราะในช่วงวัยทารก ร่างกายสร้างสารอาหารเหล่านี้ได้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยและอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ การได้รับดีเอชเอและเออาร์เอในปริมาณที่เหมาะสมจะเพิ่มการเชื่อมต่อและสื่อสารระหว่างแสนล้านเซลล์สมองของลูกและยังช่วยพัฒนาจอประสาทตาและการมองเห็นของลูกอีกด้วย
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เมื่อกรดไขมันทุกชนิดรวมทั้งดีเอชเอ และเออาร์เอเหล่านี้ถูกผลิตออกมาจากต่อมผลิตน้ำนม จะถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อบาง ๆ เรียกว่า MFGM (Milk Fat Globule Membrane) ซึ่งนับเป็นสารอาหารสมอง ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันกว่า 150 ชนิด ทำหน้าที่ช่วยสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยสมอง (Myelin Sheath) เพิ่มประสิทธิภาพการส่งสัญญาณประสาท และยังช่วยในกระบวนการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง
ล่าสุด ศ.เจฟฟรีย์ เคลกฮอร์น ผู้อำนวยการสถาบัน Institute of Health & Biomedical Innovation for Child Health Research Centre of Queensland University of Technology ประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยว่า เทคโนโลยีล่าสุด ทำให้เราสามารถเติมนวัตกรรมสารอาหาร MFGM ในผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กได้ โดยจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า เมื่อองค์ประกอบหลักใน MFGM ทำงานร่วมกับ DHA จะช่วยเสริมการเชื่อมต่อเซลล์สมองเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ให้สมองทำงานเต็มที่ทั้งระบบ โดยงานวิจัยชี้ว่าทารกที่ดื่มนมที่เสริม MFGM จะพัฒนาทางด้านสติปัญญา และสมองใกล้เคียงกับเด็กที่ดื่มนมแม่ ดีกว่าทารกที่ดื่มนมสูตรปกติที่เพิ่มดีเอชเอเพียงอย่างเดียวถึง 4 จุด ทั้งนี้หลากหลายผู้เชี่ยวชาญระดับโลกให้การยอมรับและตื่นตัวกับการเติม MFGM ในผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกและเด็ก

ทั่วโลกฆ่าตัวทุกๆ 40 วินาที

 

ประมาณ 75% ของการฆ่าตัวตายโดยรวม เกิดขึ้นในประเทศรายได้ต่ำถึงรายได้ปานกลาง เด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวอายุ 20 ปีต้นๆ เสี่ยงค่อนข้างสูง

องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ระบุว่า การฆ่าตัวตายเกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก ทั้งในประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน โดยประมาณ 75% ของการฆ่าตัวตายโดยรวม เกิดขึ้นในประเทศรายได้ต่ำถึงรายได้ปานกลาง และคนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงคือ เด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวอายุ 20 ปีต้นๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ชี้ว่า สามารถป้องกันการฆ่าตัวตายได้

ดับเบิลยูเอชโอ ระบุว่า ทุกปีมีคนเสียชีวิตราว 800,000 คนทั่วโลกจากการฆ่าตัวตาย ซึ่งตัวเลขนี้แสดงว่า มีคนปลิดชีวิตตัวเองทุกๆ 40 วินาที และการฆ่าตัวตายมีผลกระทบต่อครอบครัว สังคม และชุมชนตามมา

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สามารถป้องกันการฆ่าตัวตายได้หากรัฐบาลในประเทศต่างๆ มีนโยบายออกมาป้องกันการเสพสุราและยาเสพติด ทำให้อาวุธปืนปลอดภัยมากขึ้น ให้บริการด้านคำปรึกษาและช่วยเหลือคนที่เป็นโรคซึมเศร้าและโรคต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้า

นายพอล จอนฟรีโด ประธานหน่วยงานสุขภาพจิตอเมริกา ( Mental Health America) ที่รณรงค์ต่อต้านการฆ่าตัวตาย เปรียบเทียบคนที่เป็นโรคจิตเภทว่า เหมือนกับคนที่เป็นมะเร็งในระยะต่างๆ และเมื่อคนมาถึงจุดที่ต้องการฆ่าตัวตาย ก็เทียบได้กับการเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

ขณะที่ โดโรธี พอว์ แชร์ประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจให้ฟังว่า ตนเองอายุเพียงเก้าปีตอนที่บิดาฆ่าตัวตาย เธอมาเยี่ยมที่หลุมฝังศพของพ่อที่สุสานอาร์ลิงตั้น ซึ่งเป็นสุสานเฉพาะสำหรับทหารวีรบุรุษ โดยพ่อของเธอยิงตัวเองเสียชีวิตตอนที่เธออยู่ที่สระว่ายน้ำ

อีก 50 ปีต่อมา เธอต้องพบกับความสูญเสียแบบเดียวกันนี้อีกครั้งเมื่อ ปีเตอร์ ลูกชายของเธอปลิดชีพตัวเองในปี 2555 หลังจากเขาซื้อปืนมาหนึ่งกระบอกเพื่อใช้ในการฝึกยิงกับน้องชาย และใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวเพราะเขาคิดว่าแถวบ้านที่เขาอยู่ไม่ปลอดภัย ประสบการณ์ที่แสนเจ็บปวดนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้เธอออกมารณรงค์การป้องกันการฆ่าตัวตาย

นางพอว์ ยังบอกด้วยว่า หากเห็นใครที่กำลังมีปัญหา ให้ถามตรงๆ ว่า กำลังคิดจะฆ่าตัวตายอยู่หรือเปล่า แม้ว่าจะไม่ใช่บทสนทนาที่น่าพึงประสงค์ แต่ก็ดีกว่าการจบลงด้วยการไปร่วมงานศพของคนๆ นั้น

มะเขือพวง : จิ๋วแต่แจ๋ว

 

คนไทยเรารู้จักและกินมะเขือพวงมานานแล้ว มะเขือพวงทำให้กลิ่นรสของเครื่องจิ้มต่างๆ มีความพิเศษออกไปจากปกติ เรากินผลอ่อนมะเขือพวงโดยนำไปโขลกกับน้ำพริก ปลาร้าทรงเครื่อง หากใช้เป็นผักจิ้มนิยมทำให้สุกโดยการเผา ปิ้ง หรือย่าง พอให้ผิวกรอบหรือไหม้บางส่วน จะทำให้รสชาติดีขึ้น และผลนิ่มกว่าเมื่อยังดิบ หรืออาจนำไปลวกหรือต้มให้สุกก็ได้ นอกจากนี้ ใช้มะเขือพวงใส่แกงเขียวหวาน แกงป่า แกงคั่วปลาไหล แกงอ่อมปลาดุก ซุปอีสานและแกงเผ็ดอื่นๆ

สรรพคุณทางยาสมุนไพร ช่วยเจริญอาหาร ย่อยอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดี แก้ฟกช้ำ ไอเป็นเลือด ฝีบวมมีหนอง ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลำไส้เพื่อตอบสนองต่อสารพิษที่เข้ามายังระบบทางเดินอาหาร ช่วยป้องกันความเสื่อมและแก่ก่อนวัย ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวาน

** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

สวดมนต์บำบัด ป้องกันอาการก้าวร้าว

 

ปัจจุบันโลกมันร้อน คนก็เลยร้อนตาม อย่างคลิปเดือดในโซเชียลฯ หลายๆ คลิปที่มีการทะเลาะวิวาทอย่าแพร่หลาย มีปากมีเสียงกันจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็หลายราย นำไปสู่การทำร้ายร่างกายจนเป็นผลเสียใหญ่หลวง อย่างกรณีที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ กับวลีเด็ดที่รู้ๆ กันอยู่ ก็เป็นอีกหนึ่งเคสตัวอย่างซึ่งเป็นผลมาจากอารมณ์ หรือสภาวะความผิดปกติทางด้านจิตใจ ก่อให้เกิดความรุนแรงในที่สุด

วันนี้เรามีเทคนิคดีๆ ที่ช่วยควบคุมจิตใจมาฝากด้วยการ “สวดมนต์บำบัด” หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าการสวดมนต์ช่วยบำบัดสภาวะจิตใจได้ เป็นการบำบัดด้วยคลื่นเสียงแผ่วเบา ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง โดยการผลิตสารเคมี สารไฟฟ้า สารสื่อประสาท และโปรตีนบางตัว ช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกาย หลักการทำงานคือเมื่อคลื่นเสียงเข้าไปในส่วนของสมองกรองสัญญาณที่เรียกว่า “ทาลามัส” ช่วยสร้างสารสื่อประสาทกันไม่ให้สมองชัก กันไม่ให้คนก้าวร้าว กันไม่ให้คนคิดโน่นคิดนี่ หรือไม่ให้สมองวุ่นวายสับสน ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจดี และระบบทางเดินอาหารดีด้วย ซึ่งมีผลต่อการทำงานของสมอง

แนะนำให้สวดช้าๆ เบาๆ เป็นจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งจะเข้าสู่สมองซีกขวา ช่วยเยียวยาจิตใจ แต่ถ้าสวดเร็วจะเข้าสมองซีกซ้ายที่ไม่ถึงกับเยียวยา แต่จะได้เพียงสารปิติเท่านั้น แนะนำสวดรอบละ 12-15 นาที ในคนปกติที่ต้องการเสริมสร้างสุขภาพ วันละ 1 รอบแต่ถ้าในคนป่วยแนะนำวันละ 2 รอบ

ผลสรุปของการสวดมนต์บำบัดจะช่วยบำบัดจิตใจให้เกิดความสบายใจ แก้ปัญหาความสับสนวุ่นวาย ลดความกังวลใจ และลดความก้าวร้าวทางอารมณ์ได้ นอกจากนี้หากต้องการสารต้านอนุมูลอิสระแนะนำให้หลับตาขณะสวด จะได้สารตัวนี้ออกมาอีกด้วย

‘รัก-เข้าใจ’ ผู้ป่วยสมองเสื่อม

 

ถึงแม้วิวัฒนาการทางการแพทย์ จะทำให้คนเราเจ็บป่วยน้อยลง และมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ก็มีอีกหนึ่งโรคภัยที่ยังเป็นภัยร้ายสำหรับผู้สูงวัย คือ ภาวะสมองเสื่อม  เพราะไม่สามารถรักษาได้หายขาด และนับวันยิ่งมีปริมาณสูงขึ้น

อ.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมการศึกษาและสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาวะสมองเสื่อมเป็นความถดถอยในการทำงานของสมอง ซึ่งเกิดจากการสูญเสียเซลล์สมอง โดยเริ่มจากส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วจึงลุกลามไปยังสมองส่วนอื่นๆ อย่างช้าๆ

อาการที่เด่นชัดมากของภาวะสมองเสื่อม คือ หลงลืม ซึ่งไม่ใช่การขี้หลงขี้ลืมแบบเป็นนิสัย แต่เป็นความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันถดถอยไป อาทิ เริ่มจำไม่ได้ว่าไปไหนมา หรือเมื่อสักครู่พูดอะไร ถ้าอาการหนักอาจถึงขั้นจำคนในครอบครัวไม่ได้ ภาวะสมองเสื่อมยังไม่มียาป้องกัน หรือยารักษาให้หายขาด แต่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ก็สามารถป้องกันการเกิดโรคได้”

อ.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวอีกว่า การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมให้ได้ผลดีที่สุด นอกจากการรักษาของแพทย์แล้ว การดูแลของคนใกล้ชิดให้ถูกต้องก็เป็นเรื่องจำเป็นไม่แพ้กันผู้ดูแลจะต้องทำความเข้าใจและยอมรับกับอาการ โดยให้ความรัก เพราะเมื่อมีความรัก ผู้ดูแลก็จะมอบกำลังใจดีๆ ให้กับผู้ป่วย รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในกิจวัตรประจำวัน รวมถึงให้รู้ขีดจำกัดของตัวเอง ผู้ดูแลควรดูแลร่างกายและจิตใจของตัวเองด้วย หากรู้สึกเหนื่อยก็ควรหยุดพักให้ผู้อื่นมาดูแลแทน การดูแลด้วยความรักและความเข้าใจ จะช่วยส่งเสริมภาวะทางจิตใจของผู้ป่วยให้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก

‘ลูกเดือย’ ธัญพืชเพื่อสุขภาพสตรี

 

ในอดีตคนจีนนิยมใช้ลูกเดือยผสมข้าวต้มรับประทานเพื่อบำรุงกำลัง หล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้บวมน้ำ ปวดข้อเรื้อรัง บำรุงม้ามและปอด แก้ท้องเสีย เหน็บชา ร้อนใน ทำให้ผิวสวย และยังช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งอีก เพราะมีวิตามินบี 1 สูง-มากกว่าข้าวกล้องด้วยซ้ำ

ที่น่าสนใจ ลูกเดือยเป็นอาหารสมุนไพรที่เหมาะกับผู้หญิงอย่างยิ่ง เมื่อก่อนเชื่อว่ากินลูกเดือยทำให้ผิวสวย ผมสวย บำรุงมดลูกปรากฏว่าการศึกษาสมัยใหม่พบว่าสารสกัดด้วยน้ำหรือตัวทำละลายอินทรีย์จากรากหรือเมล็ดเดือยมีฤทธิ์ทำให้การหมุนเวียนของเลือดที่ผิวหนังดีขึ้น ทำให้เส้นผมเจริญดีขึ้น ทั้งพบว่าสารสกัดของลูกเดือยมีผลกระตุ้นการเจริญของ Ovarian follicle และกระตุ้นให้ไข่ตก

สำหรับประเด็นยับยั้งการก่อสารมะเร็งนั้น จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าสาร Coixenolide ในเมล็ดเดือย มีสรรพคุณยับยั้งการเจริญของเนื้องอก เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้น น้ำลูกเดือย หรือมีส่วนประกอบของลูกเดือยจึงเหมาะเป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

ชะมวง : กัดเสมหะ ต้านมะเร็ง

 

ชื่ออื่นๆ: หมากโมง กะมวง ส้มมวง ส้มโม ฯลฯ มีประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะผล ราก โดยเฉพาะใบและยอดอ่อนของชะมวง นิยมนำมารับประกอบอาหาร เช่น แกงหมูชะมวง กระดูกหมูต้มใบชะมวง เปลือกต้นและยาง มีสีเหลือง ใช้ย้อมผ้าได้

สรรพคุณทางยาสมุนไพร

– ราก แก้ไข้ตัวร้อน แก้บิด แก้เสมหะ

– ใบ กัดฟอกเสมหะ ฟอกโลหิต แก้ไอ และล่าสุดนักวิจัยไทย ได้วิจัยค้นพบว่า “ใบชะมวง” มีฤิทธิ์ต้านมะเร็งด้วย- ใบและดอก เป็นยาระบายท้อง แก้ไข้ กัดฟอกเสมหะ รักษาธาตุพิการ

– ผล หั่นเป็นแว่นตากแห้ง ใช้กินเป็นยาแก้บิด

** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

หายใจอย่างไร ให้หลับในพริบตา

 

คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการนอนไม่หลับพลิกไปพลิกมาตลอดทั้งคืน ไม่ว่าจะพยายามนับแกะหลายต่อหลายร้อยตัว ดื่มนมอุ่นๆ หรือดมกลิ่นน้ำมันหอมลาเวนเดอร์ สมองก็ยังไม่สามารถปิดสวิสซ์ลงได้

วันนี้มีข่าวดีสำหรับผู้ที่นอนหลับยากเหล่านี้ เพราะจากการศึกษาค้นคว้าพบว่าเทคนิคการฝึกหายใจอย่างง่ายๆเป็นวิธีการที่จะสามารถช่วยให้นอนหลับได้เร็วขึ้น

เทคนิคการหายใจที่ช่วยให้หลับง่าย ดังนี้

เทคนิคการหายใจ 4 -7-8 ซึ่งคิดค้นโดยดร.แอนดรู เวล จากรัฐอริโซน่า ซึ่งใช้เทคนิคของโยคะเข้ามาช่วยเสริม เป็นสิ่งที่ทำง่ายๆ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ และสามารถทำได้ทุกที่อีกด้วย ดร.เวลกล่าวว่าการหายใจ 4-7-8 สามารถช่วยให้คนหลับภายในเวลา 60 วินาที โดยการทำให้ระบบประสาทสงบลงอย่างเป็นธรรมชาติจะช่วยลดภาวะการตึงเครียดทั้งใจและกายของเรา

วิธีการปฏิบัติ

1. ก่อนเริ่มให้เราวางลิ้นไว้ในตำแหน่งของเพดานปาก ตลอดการทำกิจกรรม

2. บังคับการหายใจออกทางปากให้หมดเหมือนทำเสียง เฮ่อ

3. ปิดปากพร้อมหายใจเข้าเงียบๆ เบาๆ โดยทางจมูกนับในใจ ถึง 4

4. เก็บลมหายใจแล้วนับต่อให้ถึง 7

5.หายใจออกทางปากทำเสียง เฮ่อ อีกครั้งหนึ่ง ใน 8 วินาทีหายใจออกให้หมด

6.หายใจเข้าอีกครั้ง ทำซ้ำอีกครั้ง 3 ครั้งรวมกับครั้งแรกด้วยรวมทั้งหมดเป็น 4 ครั้ง

ข้อสังเกต

การหายใจเข้าทุกครั้งต้องทำอย่างเงียบๆ เบาๆผ่านทางจมูกและหายใจออกให้ทำเสียงดังๆผ่านทางปาก

การหายใจตามวิธีที่กำหนดข้างต้นจะช่วย

1. ทำให้ออกซิเจนเข้าไปช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติเกิดการผ่อนคลาย

2. ช่วยให้ระบบประสาทปรับความสมดุลหลังจากการถูกกระตุ้นในช่วงเวลาเครียด

3. ช่วยให้การเชื่อมโยงระหว่างลมหายใจและร่างกายกลับมาอีกครั้ง จากการทำกิจกรรมต่างๆทั้งวันซึ่งทำให้ขัดขวางการนอนหลับพักผ่อน